เผยเบื้องลึก การยึดอำนาจของ “พระเพทราชา” ปกป้องสยามไม่ให้ตกเป็นเมืองขึ้น

เปิดสาเหตุที่ทำให้สมเด็จพระเพทราชา ตัดสินใจยึดอำนาจสมเด็จพระนารายณ์ ปกป้องสยามไม่ให้ตกเป็นเมืองขึ้นฝรั่งเศส
จบลงไปแล้วด้วยความดีงามและน่าประทับใจสุด ๆ สำหรับละครฮอตแห่งปี บุพเพสันนิวาส ซึ่งเรื่องราวในตอนสุดท้ายนี้ได้มีเหตุการณ์สำคัญที่ถูกบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ นั่นคือการยึดอำนาจของสมเด็จพระเพทราชา จนนำไปสู่การสั่งประหารชีวิตคอนสแตนติน ฟอลคอน พร้อมกับสิ้นสุดความสัมพันธ์ระหว่างกรุงศรีอยุธยากับฝรั่งเศส

หากย้อนกลับไปศึกษาพระราชประวัติของสมเด็จพระเพทราชา แต่เดิมเป็นสามัญชนชื่อว่า “ทองคำ” เป็นชาวบ้านพลูหลวง แขวงเมืองสุพรรณบุรี (ปัจจุบันคือ บ้านพลูหลวง ตั้งอยู่ใน ต.สนามชัย อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี) ประสูติเมื่อ พ.ศ. 2175 (บางแห่งว่า พ.ศ. 2170) ปีเดียวกับสมเด็จพระนารายณ์ และทรงเป็นพระสหายกับสมเด็จพระนารายณ์มาตั้งแต่เมื่อครั้งยังทรงพระเยาว์ เนื่องจากพระมารดาของพระองค์เป็นพระนมโทในสมเด็จพระนารายณ์ (พระนมเอก คือ เจ้าแม่วัดดุสิต มารดาของโกษาเหล็ก และโกษาปาน)
ในตอนต้นรัชสมัยของสมเด็จพระนารายณ์ สมเด็จพระเพทราชามีตำแหน่งเป็นจางวางกรมช้าง มีความชำนาญในศิลปศาสตร์การบังคับช้างและมีฝีมือในการสงคราม เคยได้รับความชอบจากสมเด็จพระนารายณ์หลายครั้ง มีครั้งหนึ่งสมเด็จพระนารายณ์ทรงยกทัพไปตีเมืองเชียงใหม่ สมเด็จพระเพทราชา หรือจางวางกรมช้างในขณะนั้น ได้ตามเสด็จไปทำศึกด้วย

ต่อมาในช่วงปลายรัชสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช มีฝรั่งต่างชาติเข้ามาติดต่อค้าขาย และเข้ามาอาศัยอยู่ในกรุงศรีอยุธยาจำนวนมาก หนึ่งในนั้นคือ “เจ้าพระยาวิชาเยนทร์” (ฟอลคอน หรือ เยการี) ซึ่งสมเด็จพระนารายณ์ โปรดเจ้าพระยาวิชาเยนทร์ เนื่องจากเป็นผู้ที่มีความสามารถและได้ทำประโยชน์ให้แก่ราชการเป็นอันมาก

แต่ด้วยการกระทำหลาย ๆ อย่างของเจ้าพระยาวิชาเยนทร์ ได้สร้างความไม่พอใจให้กับเสนาบดีกลาโหม (สมเด็จพระเพทราชา ได้รับตำแหน่งนี้ต่อจากโกษาเหล็ก) และหลวงสรศักดิ์เป็นอันมาก เนื่องจากเจ้าพระยาวิชาเยนทร์พยายามจะโน้มน้าวสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ให้เปลี่ยนไปนับถือศาสนาคริสต์ อีกทั้งยังหมิ่นน้ำใจชาวพุทธด้วยการสึกภิกษุ สามเณร ให้ลาสิกขาออกมารับราชการโดยไม่สมัครใจ ซึ่งสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ก็ทรงโอนอ่อนตามเจ้าพระยาวิชาเยนทร์ในหลายเรื่อง ทำให้เสนาบดีกลาโหมและหลวงสรศักดิ์รู้สึกโกรธเคืองในตัวเจ้าพระยาวิชาเยนทร์มาก รวมถึงระแวงว่าเจ้าพระยาวิชาเยนทร์จะนำทหารฝรั่งเศสเข้ายึดกรุงศรีอยุธยา เนื่องจากในเวลานั้นสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ทรงพระประชวรอย่างหนัก
ด้วยเหตุนี้เสนาบดีกลาโหมและหลวงสรศักดิ์ จึงก่อการยึดอำนาจจากสมเด็จพระนารายณ์มหาราช และได้ประหารเจ้าพระยาวิชาเยนทร์ รวมทั้งผู้อยู่ในข่ายที่จะได้สืบราชสมบัติต่อจากสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ก็คือ เจ้าฟ้าอภัยทศและเจ้าฟ้าน้อย (พระอนุชาของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช) และพระปีย์ (พระโอรสบุญธรรม) เสียก่อน เมื่อสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ทรงทราบอาการประชวรก็ทรงทรุดหนักมากยิ่งขึ้น และสวรรคตในเวลาต่อมา
เมื่อจัดการบ้านเมืองสงบแล้ว จึงเชิญพระบรมศพสมเด็จพระนารายณ์ มาประดิษฐานที่พระที่นั่งสุริยาศน์อมรินทร์ แล้วรับราชาภิเษก ณ พระที่นั่งสรรเพชญปราสาท ขณะปราบดาภิเษกนั้นสมเด็จพระเพทราชา มีพระชนมายุได้ 56 พรรษา ทรงพระนามว่า “สมเด็จพระมหาบุรุษ วิสุทธิเดชอุดม บรมจักรพรรดิศร บรมนาถบพิตร สมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัว” แล้วทรงตั้งคุณหญิงกัน เป็นพระอัครมเหสีฝ่ายขวา ตั้งเจ้าฟ้าทอง พระราชธิดาในสมเด็จพระนารายณ์ เป็นพระมเหสีฝ่ายซ้าย ตั้งนางนิ่ม เป็นพระสนมเอก ตั้งหลวงสรศักดิ์ เป็นกรมพระราชวังบวรสถานมงคล ตั้งหม่อมแก้ว บุตรท้าวศรีจุฬาลักษณ์ (แจ่ม) พระขนิษฐาของพระองค์ เป็นกรมขุนเสนาบริรักษ์

ครั้นพระองค์ขึ้นครองราชย์แล้ว ก็ได้ขับไล่ทหารฝรั่งเศส นักสอนศาสนาคริสต์ และชาวต่างชาติบางกลุ่ม ออกไปจากกรุงศรีอยุธยา แต่ยังทรงอนุญาตให้บาทหลวงและพ่อค้าชาวฝรั่งเศสอาศัยอยู่ในกรุงศรีอยุธยาต่อไปได้ และได้มีการทำสนธิสัญญากับฝรั่งเศส เรื่องการขนย้ายทหารและทรัพย์สินของฝรั่งเศสออกจากป้อมที่บางกอก โดยฝ่ายอาณาจักรอยุธยาเป็นผู้จัดเรือกับต้องส่งคืนทรัพย์สินที่เป็นของกรุงศรีอยุธยาคืนทั้งหมด สำหรับข้าราชการและราษฎรไทยที่ยังอยู่ในประเทศฝรั่งเศส ทางฝรั่งเศสจะเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายในการเดินทางกลับกรุงศรีอยุธยา ผลการปฏิบัติดังกล่าวทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างกรุงศรีอยุธยากับฝรั่งเศส สิ้นสุดลงตั้งแต่นั้นมา

ขอขอบคุณข้อมูลดีดีจาก กระปุกดอทคอม